วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การบันทึกเสียงที่ม.บูรพา


วันนี้เป็นวันที่๘ สิงหาคม 2553 อาจารย์นริศราพานักศึกษาจีนระดับปริญญาโท สาขาวิชาการสื่อสารภาษาไทยเป็นภาษาที่สองทั้งหมด๒๑คนไปยังมหาวิทยาลัยบูรพาเพื่อบันทึกเสียงการอ่านภาษาไทยของนักศึกษาจีน โดยได้รับคำเชิญจาก รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร ซึ่งเป็นคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อเช้านี้ นักศึกษาจีนทุกคนได้มาพบกับอาจารย์นริศราที่มหาวิทยาลัย หัวเฉียวฯก่อน แล้วจะเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยบูรพาโดยใช้รถของมหาวิทยาลัย หัวเฉียวฯ ทุกคนดีใจมากที่ได้มีโอกาสไปบันทึกเสียงที่สถานีวิทยุของมหาวิทยาลัยบูรพา นอกจากนี้ อาจารย์นริศรายังแจกขนมที่อร่อยๆให้กับนักศึกษาจีนทุกคน ถือโอกาสนี้ ผมขอขอบคุณให้กับอาจารย์นริศรา ณ บล๊อกนี้ด้วย
ประมาณ ๑ ชั่วโมงเท่านั้น เราได้เดินทางมาถึงสถานีวิทยุของมหาวิทยาลัยบูรพา รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกรและเจ้าหน้าที่ของสถานีวิทยุฯต้อนรับทุกคนอย่างอบอุ่น เนื่องจากหลายวันไม่ได้เจอกับอาจารย์มนตรี จึงมีนักศึกษาจีนบางคนคุยกับอาจารย์อย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะบันทึกเสียงการอ่านภาษาไทย นักศึกษาทุกคนล้วนมีดอกาสทดลองการอ่าน มีเพื่อนๆหลายคนอ่านภาษาไทยได้เก่งมาก แต่มีบางคนอ่านไม่ค่อยดี เพราะว่าเพื่อนรู้สึกเครียดมาก
ผมอ่านเรื่องความเป็นมาของเทศการวันไหว้พระจันทร์ในวันนี้ แม้ว่าตัวบทน่าอ่านและง่ายๆ แต่ผมคิอว่าผมก็อ่านไม่ดี เพราะผมแหบคอมาหลายวันแล้ว เสียงน่าจะไม่ไพเราะ อย่างไรก็ตาม ทุกคนได้บันทึกเสียงการอ่านภาษาไทยอย่างราบรื่น หลังจากบันทึกเสียงของนักศึกษาจีนเสร็จเรียบร้อย อาจารย์นริศรามอบของขวัญให้กับอาจารย์มนตรีและถ่ายรูปดร่วมกัน
เที่ยงวันนี้ อาจารย์นริศราพาเราไปทานอาหารกลางวันที่ชายทะเลบางแสน ในชายหาดทะเลบางแสนนี้ มีร้านอาหารทะเลมากมายหลากหลายและเต็มไปด้วยอาหารทะเลที่อร่อยๆน่ากิน ได้แก่ ต้มยำกุ้ง ข้าวผัดปลาหมึก ข้าวผัดเนื้อปู เป็นต้น หลังจากทานอาหารเสร็จ อาจารย์จะพาเรากลับมามหาวิทยาลัยบูรพาเพื่อชมปลาต่างๆที่สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ผมได้เห็นปลาที่น่ารักๆเป็นอย่างมาก เช่น ปลากดหิน ปลาการ์ตูน ปลาสลิดหิน ปลาตาแดง ฯลฯ
ถึงแม้รู้สึกเหนื่อยมาก แต่ผมก็รู้สึกดีใจมากที่ได้มีโอกาสไปบันทึกเสียงที่มหาวิทยาลัยบูรพา เพราะการบันทึกเสียงครั้งนี้เป็นครั้งแรก ระหว่างทางที่กลับบ้าน ผมยังคิดถึงมหาวิทยาลัยบูรพา เพราะผมเคยไปเยี่ยมเพื่อนที่นั่น มีความเคยชินกับรั้วมหาวิทยาลัยบูรพา แต่เพื่อนจบการศึกษาในปีที่แล้ว เวลาเหมือนติดปีกบินไปเรื่อยๆ และส่งผลให้คนเรามีความคิดถึงเป็นบ่อยครั้ง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมื่อก่อนนั้น บางที่เรารู้สึกสนุกมาก แต่บางทีเราก็จะมีความเศร้าอยู่ในใจ ทุกสรรพสิ่งได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากโดยตอนที่เราไม่ใส่ใจ ขอฝังความคิดถึงอยู่ในใจเถอะ ผมจะศึกษาภาษาไทยตลอดเวลาโดยไม่มีวันสิ้นสุด ผมไม่ทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต ผมก็ไม่ทราบว่ายังมีโอกาสไปเที่ยวมหาวิทยาลัยบูรพาหรือไม่

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เรื่อง อยู่กับก๋ง

วันเสาร์นี้ อาจารย์พัชรินทร์มอบงานให้เราไปทำที่บ้าน ซึ่งเป็นงานวิเคราะห์เรื่อง อยู่กับก๋ง เนื่องจากเรื่องนี้มีหลายตอน อาจารย์จึงให้เราจับฉลากหมายเลขของตอน ใครจับได้หมายเลขไหนก็อ่านตอนนั้น ผมจับได้เลข14 ดังนั้น ผมจึงต้องวิเคราะห์ตอนที่14 จุดประสงค์ของงานคือให้เราเรียนรู้จับใจความของบทความ นอกจากนี้ อาจารย์ยังสั่งให้เราไปศึกษาค้นคว้าวัฒนธรรมจีนที่ปรากฏในเรื่องนี้และมีลักษณะที่แสดงความเด่นชัดของชาวจีนอย่างไร อีกทั้งมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมไทยอย่างไร นักศึกษาจีนมีความคิดเห็นต่อการผสมผสานนั้นอย่างไร ผมจะขยันอ่านตอนที่14 เพื่อทำงานให้เสร็จตามเวลาที่อาจารย์กำหนดไว้

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภาพยนตร์ ท้าฟ้าลิขิต(ต่อ)

ภาพยนตร์นี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาของสังคมไทยคือฆ่าตัวตาย ข้าราชการทุจริต เยาวชนติดเกมและการปล้นสินทรัพย์ ทุกคนคงทราบว่า ตำรวจมีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบ จับกุม และปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย เป็นผู้ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในการดูแลคุ้มครอง ให้เกิดความสงบสุขแก่พลเมืองของประเทศ ในฐานะที่เป็นตำรวจ ตำรวจที่ไป่เล่นการพนันนั้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน เอาเงินของรัฐไปใช้เป็นเงินของตนเอง ทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องทุจริต ยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎระเบียบด้วย ถ้าหากว่าเจี๊ยบไม่ระงับการกระทำของตำรวจคนนี้ ตำรวจคนนี้ก็ฆ่าตัวตายด้วย ชีวิตของคนมีคุณค่าสูงส่ง ดังนั้นสามแสนบาทก็ไม่สามารถซื้อชีวิตของคนได้อย่างแน่นอน การเป็นนักเรียน เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการสอบ อย่างไรก็ตาม เรื่องการสอบตกไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด วันที่สอบตกก็ไม่ใช่วันสิ้นโลก นักเรียนมัธยมคนนี้ไม่ควรกระโดดตึกเพื่อฆ่าตัวตาย เพราะฆ่าตัวตายแล้วจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ของตนตกอยู่ในความเดือดร้อนตลอดชีวิต หนทางยาวไกลอยู่ นักเรียนคนนี้ควรมองโลกในแง่ดีและกล้าเผชิญอุปสรรคต่างๆในชีวิตอนาคต คนเราต้องทำความเข้าใจกัน มีการให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะมีเรื่องราวอะไร เราต้องปรึกษาหารือกัน อย่าทะเลาะกันหรือตีกัน เพราะทำอย่างนี้มันจะเสีนมารยาท ถ้ารถชนกันแล้ว เราก็ต้องหาวิธีที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับกันมาแก้ปัญหา

ภาพยนตร์ ท้าฟ้าลิขิต(ต่อ)

สังคมไทยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจและยึดถือในการประพฤติปฏิบัติ ในด้านความเชื่อของคนไทย ก็ไม่ได้แตกต่างจากชนชาติอื่นๆ คือมีความเชื่อถือในเรื่องไสยศาสตร์ ผีสางเทวดา เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นและมีฤทธิ์อำนาจที่จะบันดาลร้าย-ดี ให้แก่มนุษย์ได้ อิทธิพลของศาสนานั้นมีความสำคัญต่อแนวคิดของคนไทย โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ มีอิทธิพลต่อแนวคิดพรหมลิขิตและกรรมลิขิตทำให้เกิดกระแสความคิดแบบชะตากรรมขึ้น เนื่องจากพระพุทธศาสนาในสังคมไทยมีลักษณะสืบเนื่องด้านความคิดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนรุ่นหนึ่งไม่หยุดนิ่ง หลักคำสอนพระพุทธศาสนาจึงเป็นแนวคิดเชิงปรัชญากระแสหลักของคนไทย
คนไทยมอบกฎศีลธรรมให้กับกรรม "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" กรรมทำหน้าที่ในการให้ผลแก่ผู้กระทำทั้งดีและร้าย กรรมจึงกำหนดการกระทำทุกอย่างและปรากฏออกมาเป็นวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ในสังคมไทย

ภาพยนตร์ ท้าฟ้าลิขิต (ต่อ)

เหตุผลที่สร้างภาพยนตร์ ท้าฟ้าลิขิต ผมคิดว่ามี ๓ ประการ ได้แก่ การทำบุญ คุณค่าของชีวิต ความรักแน่แท้ ชาวไทยส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ ดังนั้นอิทธิพลของศาสนานั้นจึงมีความสำคัญต่อแนวคิดของคนไทย คนไทยมักมีความเชื่อว่า ชาตินี้ทำดีหรือทำร้าย ผลกระทบจะตามมาหาเราทั้งร้ายและดีในชาติหน้า คนที่ทำดีได้ดี ส่วนคนที่ทำชั่วก็ได้ชั่ว ภาพยนตร์นี้มีจุดประสงค์ให้ท่านผู้ชมทั้งหลายไปสร้างบุญหรือทำบุญตลอดเวลา เพื่อให้เกิดผลดีต่อตนเองและคนอื่นๆ คุณค่าของชีวิตคืออะไร บางคนตอบไม่ได้จึงคิดไม่เป็น ต่อมาก็ทำไม่ถูกวิธี เช่น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายคนอื่น เรื่องการฆ่าตัวตายไม่ได้แก้ไขปัญหาต่างๆ บางทียังทำให้ปัญหายุ่งยากมากขึ้น ทุกๆคนในใบโลกนี้มีชาติเดียวเหมือนกันหมดและไม่มีใครไม่เสียชีวิตลง เพื่อให้ชีวิตของเรามีคุณค่าสูงส่ง ผมคิดว่าเราควรต้องดำเนินชีวิตอย่างมีสติที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้อื่น โดยไม่สร้างความเดือนร้อนให้แก่ตนเองและสังคม ในการดำเนินชีวิตของเรานั้นควรเป็นไปอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อชีวิตที่ดีมีคุณค่า ภาพยนตร์นี้มีแนวคิดให้ผู้คนกลับไปไตร่ตรองคุณค่าชีวิตของตนอย่างลึกซึ้ง ประการสุดท้ายคือความรักแน่แท้ ความรักแน่แท้คืออะไร คำตอบนี้อาจไม่มีที่สิ้นสุด แต่การกระทำของเจี๊ยบให้เราได้ทราบถึงความหมายความรักแน่แท้ ความรักแน่แท้คือการให้ การเสียสละ มีความประสงค์ให้คนที่รักมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุขและช่วยเหลือบำบัดความทุกข์ รอดพ้นความอันตราย เจี๊ยบยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อช่วยให้ว่านรอดพ้นความตาย แสดงให้เห็นถึงการกระทำดีกว่าคำพูดที่อ่อนหวาน การกระทำสามารถพิสูจน์ความรักแน่แท้ได้

ภาพยนตร์ ท้าฟ้าลิขิต

เจี๊ยบ กับ ว่าน ไปทำบุญที่ถ้ำหินแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในหุบภูเขาและไม่มีคนพักอาศัยอยู่แถวนั้น เมื่อไหว้พระเจ้า เจี๊ยบไม่เชื่อการทำบุญทางศาสนาและพูดเหลวไหลในถ้ำหิน แต่ว่านมีความศัทธาต่อพุทธศาสนาและเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ระหว่างทางที่กลับบ้าน ว่านพบเห็นสุนัขตัวหนึ่งที่ข้างถนน ว่านชอบสุนัขตัวนี้เป็นอย่างมากเพราะเธอเป็นคนที่ชอบเลี้ยงสุนัข เมื่อว่านอยากไปเล่นกับสุนัขตัวนี้ ว่านเกือบถูกรถชนตาย แต่โชคดีมากที่ว่านไม่ถูกรถชน เจี๊ยบกำลังจะไปพยุงว่าน แต่ว่านเกิดอาการสาหัสโดยบังเอิญ เลือดไหลออกจากจมูกและปากมามาก อีกไม่นาน ว่านก็โคม่าที่โรงพยาบาล เจี๊ยบกลับไปไหว้พระเจ้าที่ถ้ำเพื่อขอพรให้กับว่านและช่วยว่านหลีกเลี่ยงความตาย มีหลวงพ่อองค์หนึ่งบอกเจี๊ยบว่าเป็นกรรมเก่าของว่าน ซึ่งว่านเป็นโจรที่ฆ่าคนตายไป๕คนในชาติก่อน ดังนั้น จึงมีผลกระทบต่อชาตินี้ ถ้าหากว่าเจี๊ยบอยากช่วยว่านรอดพ้นความตาย เจี๊ยบก็ต้องช่วยคนอื่นรอดพ้นความตายด้วยเพื่อสร้างบุญให้กับคนอื่น เจี๊ยบได้พบกับหนังสือพิมพ์ประหลาดฉบับหนึ่งโดยบังเอิญ ซึ่งพาดหัวข่าวเรื่องราวในอนาคต ส่วนมากเป็นเรื่องราวของคนที่จะตายโดยฆ่าตัวตายหรืออุบัติเหตุ คนเหล่านี้มีตำรวจ นักเรียนมัธยม นักเรียนประถม เป็นต้น เจี๊ยบจึงต้องวิ่งไปแก้สถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นด้วยตนเองเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นและช่วยให้คนที่รักรอดพ้นความตาย

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิเคราะห์เรื่องสั้น(ต่อ)

ตาของกะทิเป็นคนที่มีอารมณ์ขัน เมื่ออ่านถึงคำพูดของตา ผมรู้สึกสนุกมาก เช่น ตอนที่1 กระทะกับตะหลิว “ตาบอกว่ายิ้มของยายมีน้อย ต้องสงวนเอาไว้อัดกระป๋องส่งออกไปขายต่างประเทศ ”ตอนที่4“ตาหาซื้อเรืออีแปะ···ตาบอกว่าเป็นการปลีกวิเวกพ้นจากมลพิษทางเสียง(ของยาย)” นอกจากนี้ ตาของกะทิร่ำเรียนจากเมืองนอกเมืองนา เป็นนักกฎหมายมือหนึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วบ้านทั่วเมือง ทำเงินเป็นถุงเป็นถุงช่วยเหลือคนมามาก ส่วนนี้แสดงให้เห็นถึงตาของกะทิเป็นคนเก่งด้านกฎหมาย มีน้ำใจและความเที่ยงธรรม ชาวบ้านส่วนใหญ่เคารพตา
ส่วนแม่ของกะทิ ณภัทร พจนวิทย์ เป็นตัวแทนของหญิงสาวสมัยใหม่ที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติและทรัพย์สมบัติ เรียนจบเนติบัณฑิตจากเมืองไทยและไปเรียนต่อต่างประเทศ กลับมาเป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งในเมืองไทย ด้วยพื้นนิสัยที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ประจวบกับพ่อแม่เคารพในความคิดและการตัดสินใจของลูก แม่ของกะทิจึงได้แต่งงานกับชายหนุ่มชาวมัณฑะเลย์ที่ไปเติบโตที่อังกฤษตามความต้องการของเธอ และท้ายที่สุดเมื่อแม่หิ้วกระเป๋าเดินทางพร้อมกับกะทิที่อยู่ในท้องกลับมาเมืองไทยเพียงลำพัง จึงไม่มีใครรบเร้าถามถึงเหตุผล
สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นคือแม่ของกะทิเป็นแม่ที่รักลูกมาก การจากกันโดยไม่ได้ล่ำลาเพราะไม่อยากทำร้ายลูกเนื่องจากความป่วยไข้ของตัวเอง แม้จะเป็นความรู้สึกปวดร้าว แต่เธอก็ต้องยอม และโลกก็ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไปนักเพราะแม่ของกะทิอดทนมีลมหายใจอยู่รอจนได้พบกะทิและแม่ลูกก็ได้ใช้เวลาทุกนาทีอยู่ด้วยกันจวบจนวาระสุดท้าย ความรักของแม่ทำให้กะทิมีพลังกายและพลังใจที่เข้มแข็งแม้จะไม่มีทั้งพ่อและแม่ แต่กะทิก็สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไม่ยากลำบากนัก