วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

เสียดายจริงๆ

สมาคมจงหัวแห่งประเทศไทยจัดการแข่งขันสุนทรพจน์ภาษาจีนในวันเสาร์และวันอาทิตย์นี้ โรงเรียนชาญเวทย์ศึกษาจัดส่งนักเรียนชั้นประถมจำนวน ๗ คนไปเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ เนื่องจากนักเรียนบางคนออกเสียงเบาและมีความเครียดในการแข่งขัน นักเรียนหลายคนจึงไม่ได้แสดงความสามารถการพูดของตนออกมา ถึงแม้มีความพยายามในการพูดภาษาจีน แต่ไม่มีสักคนได้เข้าร่วมรอบชิง ในฐานะเป็นครูจีน ผมรู้สึกเสียดายมาก ผมคิดว่า คงจะมีนักเรียนบางคนรู้สึกเสียใจ ดังนั้น ผมต้องส่งกำลังใจให้กับนักเรียนทุกคนในวันจันทร์หน้า เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่า เรายอมแพ้ แต่เราไม่ท้อตลอดเวลา โชคดีที่เรายังได้ประสบการณ์การเรียนภาษาจีนในการแข่งขันครั้งนี้ ขอให้นักเรียนทุกคนมีความสุกในการเรียนภาษาจีน

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

โครงการการเฉลิมวันเกิดพระอาจารย์ขงจื๊อของจีนครบรอบ2561ปี

โครงการการเฉลิมวันเกิดพระอาจารย์ขงจื๊อของจีนครบรอบ2561ปีประจำปีการศึกษา2553
ครั้งแรก วันที่24 เดือน กันยายน พ.ศ. 2553
1.ชื่อโครงการ การเฉลิมฉลองวันเกิดพระอาจารย์ขงจื๊อของจีนครบรอบ2561ปี
2.ผู้รับผิดชอบโครงการ Miss. Tang Qunfang Mr. Lan Changlong
3.ระยะเวลาการดำเนินการ ระยะสั้น
4.หลักการและเหตุผล โรงเรียนตรอกจันทน์วิทยา— ชาญเวทย์ศึกษาได้รับคำเชิญจากสมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย
5.วัตถุประสงค์ เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้จากการศึกษาภาษาและวัฒนธรรมจีน และมีโอกาสไปแสดงนาฏศิลป์และเพลงของเมืองจีนที่นอกห้องเรียน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านการเรียนภาษาจีนกับเพื่อนๆของโรงเรียนอื่น
6.เป้าหมาย ด้านปริมาณ นักเรียนได้เรียนรู้วัฒนธรรมจีน เพิ่อได้มีผลประโยชน์ต่อการเรียนภาษาจีน
ด้านคุณภาพ นักเรียนโรงเรียนตรอกจันทน์วิทยา— ชาญเวทย์ศึกษาได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมวัฒนธรรมจีนทุกระดับ
7.สถานที่ดำเนินการ สมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย
8.งบประมาณ
9.การติดตามและประเมินผล สังเกตจากการร่วมกิจกรรมของนักเรียนและครู
10.ผลที่คาดว่าจะได้รับ นักเรียนได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีนในกิจกรรมฉลองวันเกิดพระอาจารย์ขงจื๊อของจีน


ลงชื่อ ผู้อนุมัติ

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เที่ยววัดโพธิ์ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ อาจารย์แสงอรุณพานักศึกษาจีนระดับปริญญาโทสาขาวิชาการสื่อสารภาษาไทยเป็นภาษาที่สองของมหาวิทยาลัย หัวเฉียวฯไปเที่ยววัดโพธิ์ เพื่อให้นักศึกษาจีนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม ประเพณีและวัฒนธรรมของประเทศไทย ชื่อเต็มของวัดโพธิ์คือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย จัดเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร และเป็นวัดประจำรัชกาลในรัชกาลที่ 1 ทั้งยังเปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศด้วย เนื่องจากเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง และทางยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลกเมื่อ มีนาคม พ.ศ. 2551
เราได้ไปเที่ยวชม๙สิ่งมหัศจรรย์ของวัดโพธิ์ อันได้แก่ มหัศจรรย์พระไสยาส มหัศจรรย์ตำราเวชเชตุพน มหัศจรรย์มหาเจดีย์ สี่รัชกาล มหัศจรรย์ต้นตำนานสงกรานต์ไทย มหัศจรรย์มรดกโลกวัดโพธิ์ มหัศจรรย์ตำนานยักษ์วัดโพธิ์ มหัศจรรย์ผ่านภพรัตนโกสินทร์ มหัศจรรย์วิจิตรพระพุทธเทวปฏิมากร มหัศจรรย์ต้นตำรับนวดแผนไทย

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เมื่อเราอยู่ด้วยกัน

ผมสอนเพลงจีนให้กับนักเรียนชาวไทยในสองวันที่ผ่านมา ซึ่งมีจุดประสงค์ให้นักเรียนชาวไทยได้มีโอกาสร้องเพลงจีนและมีความสนใจในการเรียนภาษาจีน เพลงนี้ชื่อว่า 当我们同在一起 แปลว่า เมื่อเราอยู่ด้วยกัน เนื้อหาได้พรรณาถึงเมื่อเราอยู่ด้วยกัน เราก็จะมีความสนุกสนานและความสุขซึ่งกันและกัน คุณส่งรอยยิ้มให้กับฉัน ฉันก็ส่งรอยยิ้มให้กับคุณ เนื้อหาเพลงนี้สั้นและไพเราะ นักเรียนทุกคนชอบร้องเพลงนี้เป็นอย่างมาก เพื่อเพิ่มบรรยากาศการเรียนการสอนให้ดีขึ้น ผมยังเปิดโอกาสให้นักเรียนออกมาร้องให้เพื่อนฟังโดยใช้ไมฯ นอกจากนี้ ผมยังเปิดเพลงจีนอื่นๆให้นักเรียนฟัง เช่น ดวงจันทร์แทนหัวใจของฉัน ฯลฯ

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กิจกรรมฉลองวันแม่แห่งชาติไทย


เมื่อวานคืน โรงเรียนชาญเวทย์ศึกษาจัดส่งนักเรียนประมาณร้อยกว่าคนไปแสดงนาฏศิลรำไทยที่สนามหลวง เพื่อฉลองวันแม่แห่งประเทศไทย ซึ่งก็ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ การแสดงของนักเรียนที่ยอดเยี่ยมทำให้ท่านผู้ชมทุกท่านส่งเสียงปรบมือมาเป็นบ่อยครั้ง
นอกจากนี้ โรงเรียนชาญเวทย์ศึกษายังจัดกิจกรรมฉลองวันแม่ในวันนี้ด้วย ซึ่งมีจุดประสงค์ให้นักเรียนทุกคนมีใจรักคุณแม่ของตนเอง ปลุกฝังหลักคุณธรรมให้กับนักเรียน และเข้าใจความรักที่ยิ่งใหญ่คือความรักของคุณแม่ เนื่องจากทุกคนมีคุณแม่เพียงท่านเดียว นักเรียนทุกคนจึงต้องตั้งใจเรียนรู้ กตัญญูต่อบิดามารดาและเคารพกฎรักษาวินัย สร้างตนเป็นคนดี คนเก่งและรับใช้สังคมในอนาคต

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แม่กับลูก

แม่คือคุณครูท่านแรกของเรา ห่วงใยเอาใจใส่ดูแลดี
สั่งสอนด้วยคำพูดอย่างเต็มที่ ในใจมีความรักกับบุตรตน
ลูกกตัญญูอยู่แดนอันไกล ศึกษาภาษาไทยด้วยอดทน
คิดถึงคุณมารดาเป็นล้นพ้น แม่เหมือนดวงจันทร์บนท้องฟ้านี้
แสงของแม่นำลูกสู่ทุกที่ ให้บุตรมีผลสำเร็จยิ่งใหญ่
ฝากความคิดถึงนั้นอยู่ในใจ ลูกขอให้คุณแม่มีความสุข





แต่งกลอนนี้ขึ้นเพื่อฉลองวันแม่แห่งชาติไทยและขอให้คุณแม่ทุกท่านสุขภาพพลานามัยแข็งแรง

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เทศกาลไหว้พระจันทร์



วันที่สิบห้าเดือนแปดตามปฏิทินจันทรคติ เป็นวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่สืบทอดต่อกันมาของชาวจีน ตามปฏิทินทรคติของจีนเดือนเจ็ดเดือนแปดแดือนเก้าเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง เดือนแปดเป็นเดือนที่อยู่ช่วงกลางของฤดูใบไม้ร่วง วันขึ้นสิบห้าคํ่าก็เป็นวันกลางเดือนแปด ดังนั้นเทศกาลนี้จึงเรียกว่าเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง เทศกาลไหว้พระจันทร์ ในเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ ชาวจีนมีประเพณีชมพระจันทร์และกินขนมไหว้พระจันทร์
ในคืนวันไหว้พระจันทร์ทุกคนในบ้านนั่งชมความงามของพระจันทร์ กินขนมไหว้พระจันทรืด้วยกัน ในใจก็มีความสุขจากการเก็บเกี่ยวที่ได้ผลผลิตดีและยังมีความสุขจากการได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาของคนในครอบครัวอีกครั้ง ในเทศกาลนี้ ผู้คนที่อยู่ไกลจากบ้านเกิดก็มักจะแหงนหน้ามองพระจันทร์ แสดงความคิดถึงบ้านและญาติพี่น้องอยู่ในใจ

การบันทึกเสียงที่ม.บูรพา


วันนี้เป็นวันที่๘ สิงหาคม 2553 อาจารย์นริศราพานักศึกษาจีนระดับปริญญาโท สาขาวิชาการสื่อสารภาษาไทยเป็นภาษาที่สองทั้งหมด๒๑คนไปยังมหาวิทยาลัยบูรพาเพื่อบันทึกเสียงการอ่านภาษาไทยของนักศึกษาจีน โดยได้รับคำเชิญจาก รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร ซึ่งเป็นคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อเช้านี้ นักศึกษาจีนทุกคนได้มาพบกับอาจารย์นริศราที่มหาวิทยาลัย หัวเฉียวฯก่อน แล้วจะเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยบูรพาโดยใช้รถของมหาวิทยาลัย หัวเฉียวฯ ทุกคนดีใจมากที่ได้มีโอกาสไปบันทึกเสียงที่สถานีวิทยุของมหาวิทยาลัยบูรพา นอกจากนี้ อาจารย์นริศรายังแจกขนมที่อร่อยๆให้กับนักศึกษาจีนทุกคน ถือโอกาสนี้ ผมขอขอบคุณให้กับอาจารย์นริศรา ณ บล๊อกนี้ด้วย
ประมาณ ๑ ชั่วโมงเท่านั้น เราได้เดินทางมาถึงสถานีวิทยุของมหาวิทยาลัยบูรพา รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกรและเจ้าหน้าที่ของสถานีวิทยุฯต้อนรับทุกคนอย่างอบอุ่น เนื่องจากหลายวันไม่ได้เจอกับอาจารย์มนตรี จึงมีนักศึกษาจีนบางคนคุยกับอาจารย์อย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะบันทึกเสียงการอ่านภาษาไทย นักศึกษาทุกคนล้วนมีดอกาสทดลองการอ่าน มีเพื่อนๆหลายคนอ่านภาษาไทยได้เก่งมาก แต่มีบางคนอ่านไม่ค่อยดี เพราะว่าเพื่อนรู้สึกเครียดมาก
ผมอ่านเรื่องความเป็นมาของเทศการวันไหว้พระจันทร์ในวันนี้ แม้ว่าตัวบทน่าอ่านและง่ายๆ แต่ผมคิอว่าผมก็อ่านไม่ดี เพราะผมแหบคอมาหลายวันแล้ว เสียงน่าจะไม่ไพเราะ อย่างไรก็ตาม ทุกคนได้บันทึกเสียงการอ่านภาษาไทยอย่างราบรื่น หลังจากบันทึกเสียงของนักศึกษาจีนเสร็จเรียบร้อย อาจารย์นริศรามอบของขวัญให้กับอาจารย์มนตรีและถ่ายรูปดร่วมกัน
เที่ยงวันนี้ อาจารย์นริศราพาเราไปทานอาหารกลางวันที่ชายทะเลบางแสน ในชายหาดทะเลบางแสนนี้ มีร้านอาหารทะเลมากมายหลากหลายและเต็มไปด้วยอาหารทะเลที่อร่อยๆน่ากิน ได้แก่ ต้มยำกุ้ง ข้าวผัดปลาหมึก ข้าวผัดเนื้อปู เป็นต้น หลังจากทานอาหารเสร็จ อาจารย์จะพาเรากลับมามหาวิทยาลัยบูรพาเพื่อชมปลาต่างๆที่สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ผมได้เห็นปลาที่น่ารักๆเป็นอย่างมาก เช่น ปลากดหิน ปลาการ์ตูน ปลาสลิดหิน ปลาตาแดง ฯลฯ
ถึงแม้รู้สึกเหนื่อยมาก แต่ผมก็รู้สึกดีใจมากที่ได้มีโอกาสไปบันทึกเสียงที่มหาวิทยาลัยบูรพา เพราะการบันทึกเสียงครั้งนี้เป็นครั้งแรก ระหว่างทางที่กลับบ้าน ผมยังคิดถึงมหาวิทยาลัยบูรพา เพราะผมเคยไปเยี่ยมเพื่อนที่นั่น มีความเคยชินกับรั้วมหาวิทยาลัยบูรพา แต่เพื่อนจบการศึกษาในปีที่แล้ว เวลาเหมือนติดปีกบินไปเรื่อยๆ และส่งผลให้คนเรามีความคิดถึงเป็นบ่อยครั้ง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมื่อก่อนนั้น บางที่เรารู้สึกสนุกมาก แต่บางทีเราก็จะมีความเศร้าอยู่ในใจ ทุกสรรพสิ่งได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากโดยตอนที่เราไม่ใส่ใจ ขอฝังความคิดถึงอยู่ในใจเถอะ ผมจะศึกษาภาษาไทยตลอดเวลาโดยไม่มีวันสิ้นสุด ผมไม่ทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต ผมก็ไม่ทราบว่ายังมีโอกาสไปเที่ยวมหาวิทยาลัยบูรพาหรือไม่

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เรื่อง อยู่กับก๋ง

วันเสาร์นี้ อาจารย์พัชรินทร์มอบงานให้เราไปทำที่บ้าน ซึ่งเป็นงานวิเคราะห์เรื่อง อยู่กับก๋ง เนื่องจากเรื่องนี้มีหลายตอน อาจารย์จึงให้เราจับฉลากหมายเลขของตอน ใครจับได้หมายเลขไหนก็อ่านตอนนั้น ผมจับได้เลข14 ดังนั้น ผมจึงต้องวิเคราะห์ตอนที่14 จุดประสงค์ของงานคือให้เราเรียนรู้จับใจความของบทความ นอกจากนี้ อาจารย์ยังสั่งให้เราไปศึกษาค้นคว้าวัฒนธรรมจีนที่ปรากฏในเรื่องนี้และมีลักษณะที่แสดงความเด่นชัดของชาวจีนอย่างไร อีกทั้งมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมไทยอย่างไร นักศึกษาจีนมีความคิดเห็นต่อการผสมผสานนั้นอย่างไร ผมจะขยันอ่านตอนที่14 เพื่อทำงานให้เสร็จตามเวลาที่อาจารย์กำหนดไว้

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภาพยนตร์ ท้าฟ้าลิขิต(ต่อ)

ภาพยนตร์นี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาของสังคมไทยคือฆ่าตัวตาย ข้าราชการทุจริต เยาวชนติดเกมและการปล้นสินทรัพย์ ทุกคนคงทราบว่า ตำรวจมีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบ จับกุม และปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย เป็นผู้ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในการดูแลคุ้มครอง ให้เกิดความสงบสุขแก่พลเมืองของประเทศ ในฐานะที่เป็นตำรวจ ตำรวจที่ไป่เล่นการพนันนั้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน เอาเงินของรัฐไปใช้เป็นเงินของตนเอง ทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องทุจริต ยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎระเบียบด้วย ถ้าหากว่าเจี๊ยบไม่ระงับการกระทำของตำรวจคนนี้ ตำรวจคนนี้ก็ฆ่าตัวตายด้วย ชีวิตของคนมีคุณค่าสูงส่ง ดังนั้นสามแสนบาทก็ไม่สามารถซื้อชีวิตของคนได้อย่างแน่นอน การเป็นนักเรียน เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการสอบ อย่างไรก็ตาม เรื่องการสอบตกไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด วันที่สอบตกก็ไม่ใช่วันสิ้นโลก นักเรียนมัธยมคนนี้ไม่ควรกระโดดตึกเพื่อฆ่าตัวตาย เพราะฆ่าตัวตายแล้วจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ของตนตกอยู่ในความเดือดร้อนตลอดชีวิต หนทางยาวไกลอยู่ นักเรียนคนนี้ควรมองโลกในแง่ดีและกล้าเผชิญอุปสรรคต่างๆในชีวิตอนาคต คนเราต้องทำความเข้าใจกัน มีการให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะมีเรื่องราวอะไร เราต้องปรึกษาหารือกัน อย่าทะเลาะกันหรือตีกัน เพราะทำอย่างนี้มันจะเสีนมารยาท ถ้ารถชนกันแล้ว เราก็ต้องหาวิธีที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับกันมาแก้ปัญหา

ภาพยนตร์ ท้าฟ้าลิขิต(ต่อ)

สังคมไทยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจและยึดถือในการประพฤติปฏิบัติ ในด้านความเชื่อของคนไทย ก็ไม่ได้แตกต่างจากชนชาติอื่นๆ คือมีความเชื่อถือในเรื่องไสยศาสตร์ ผีสางเทวดา เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นและมีฤทธิ์อำนาจที่จะบันดาลร้าย-ดี ให้แก่มนุษย์ได้ อิทธิพลของศาสนานั้นมีความสำคัญต่อแนวคิดของคนไทย โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ มีอิทธิพลต่อแนวคิดพรหมลิขิตและกรรมลิขิตทำให้เกิดกระแสความคิดแบบชะตากรรมขึ้น เนื่องจากพระพุทธศาสนาในสังคมไทยมีลักษณะสืบเนื่องด้านความคิดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนรุ่นหนึ่งไม่หยุดนิ่ง หลักคำสอนพระพุทธศาสนาจึงเป็นแนวคิดเชิงปรัชญากระแสหลักของคนไทย
คนไทยมอบกฎศีลธรรมให้กับกรรม "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" กรรมทำหน้าที่ในการให้ผลแก่ผู้กระทำทั้งดีและร้าย กรรมจึงกำหนดการกระทำทุกอย่างและปรากฏออกมาเป็นวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ในสังคมไทย

ภาพยนตร์ ท้าฟ้าลิขิต (ต่อ)

เหตุผลที่สร้างภาพยนตร์ ท้าฟ้าลิขิต ผมคิดว่ามี ๓ ประการ ได้แก่ การทำบุญ คุณค่าของชีวิต ความรักแน่แท้ ชาวไทยส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ ดังนั้นอิทธิพลของศาสนานั้นจึงมีความสำคัญต่อแนวคิดของคนไทย คนไทยมักมีความเชื่อว่า ชาตินี้ทำดีหรือทำร้าย ผลกระทบจะตามมาหาเราทั้งร้ายและดีในชาติหน้า คนที่ทำดีได้ดี ส่วนคนที่ทำชั่วก็ได้ชั่ว ภาพยนตร์นี้มีจุดประสงค์ให้ท่านผู้ชมทั้งหลายไปสร้างบุญหรือทำบุญตลอดเวลา เพื่อให้เกิดผลดีต่อตนเองและคนอื่นๆ คุณค่าของชีวิตคืออะไร บางคนตอบไม่ได้จึงคิดไม่เป็น ต่อมาก็ทำไม่ถูกวิธี เช่น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายคนอื่น เรื่องการฆ่าตัวตายไม่ได้แก้ไขปัญหาต่างๆ บางทียังทำให้ปัญหายุ่งยากมากขึ้น ทุกๆคนในใบโลกนี้มีชาติเดียวเหมือนกันหมดและไม่มีใครไม่เสียชีวิตลง เพื่อให้ชีวิตของเรามีคุณค่าสูงส่ง ผมคิดว่าเราควรต้องดำเนินชีวิตอย่างมีสติที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้อื่น โดยไม่สร้างความเดือนร้อนให้แก่ตนเองและสังคม ในการดำเนินชีวิตของเรานั้นควรเป็นไปอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อชีวิตที่ดีมีคุณค่า ภาพยนตร์นี้มีแนวคิดให้ผู้คนกลับไปไตร่ตรองคุณค่าชีวิตของตนอย่างลึกซึ้ง ประการสุดท้ายคือความรักแน่แท้ ความรักแน่แท้คืออะไร คำตอบนี้อาจไม่มีที่สิ้นสุด แต่การกระทำของเจี๊ยบให้เราได้ทราบถึงความหมายความรักแน่แท้ ความรักแน่แท้คือการให้ การเสียสละ มีความประสงค์ให้คนที่รักมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุขและช่วยเหลือบำบัดความทุกข์ รอดพ้นความอันตราย เจี๊ยบยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อช่วยให้ว่านรอดพ้นความตาย แสดงให้เห็นถึงการกระทำดีกว่าคำพูดที่อ่อนหวาน การกระทำสามารถพิสูจน์ความรักแน่แท้ได้

ภาพยนตร์ ท้าฟ้าลิขิต

เจี๊ยบ กับ ว่าน ไปทำบุญที่ถ้ำหินแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในหุบภูเขาและไม่มีคนพักอาศัยอยู่แถวนั้น เมื่อไหว้พระเจ้า เจี๊ยบไม่เชื่อการทำบุญทางศาสนาและพูดเหลวไหลในถ้ำหิน แต่ว่านมีความศัทธาต่อพุทธศาสนาและเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ระหว่างทางที่กลับบ้าน ว่านพบเห็นสุนัขตัวหนึ่งที่ข้างถนน ว่านชอบสุนัขตัวนี้เป็นอย่างมากเพราะเธอเป็นคนที่ชอบเลี้ยงสุนัข เมื่อว่านอยากไปเล่นกับสุนัขตัวนี้ ว่านเกือบถูกรถชนตาย แต่โชคดีมากที่ว่านไม่ถูกรถชน เจี๊ยบกำลังจะไปพยุงว่าน แต่ว่านเกิดอาการสาหัสโดยบังเอิญ เลือดไหลออกจากจมูกและปากมามาก อีกไม่นาน ว่านก็โคม่าที่โรงพยาบาล เจี๊ยบกลับไปไหว้พระเจ้าที่ถ้ำเพื่อขอพรให้กับว่านและช่วยว่านหลีกเลี่ยงความตาย มีหลวงพ่อองค์หนึ่งบอกเจี๊ยบว่าเป็นกรรมเก่าของว่าน ซึ่งว่านเป็นโจรที่ฆ่าคนตายไป๕คนในชาติก่อน ดังนั้น จึงมีผลกระทบต่อชาตินี้ ถ้าหากว่าเจี๊ยบอยากช่วยว่านรอดพ้นความตาย เจี๊ยบก็ต้องช่วยคนอื่นรอดพ้นความตายด้วยเพื่อสร้างบุญให้กับคนอื่น เจี๊ยบได้พบกับหนังสือพิมพ์ประหลาดฉบับหนึ่งโดยบังเอิญ ซึ่งพาดหัวข่าวเรื่องราวในอนาคต ส่วนมากเป็นเรื่องราวของคนที่จะตายโดยฆ่าตัวตายหรืออุบัติเหตุ คนเหล่านี้มีตำรวจ นักเรียนมัธยม นักเรียนประถม เป็นต้น เจี๊ยบจึงต้องวิ่งไปแก้สถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นด้วยตนเองเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นและช่วยให้คนที่รักรอดพ้นความตาย

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิเคราะห์เรื่องสั้น(ต่อ)

ตาของกะทิเป็นคนที่มีอารมณ์ขัน เมื่ออ่านถึงคำพูดของตา ผมรู้สึกสนุกมาก เช่น ตอนที่1 กระทะกับตะหลิว “ตาบอกว่ายิ้มของยายมีน้อย ต้องสงวนเอาไว้อัดกระป๋องส่งออกไปขายต่างประเทศ ”ตอนที่4“ตาหาซื้อเรืออีแปะ···ตาบอกว่าเป็นการปลีกวิเวกพ้นจากมลพิษทางเสียง(ของยาย)” นอกจากนี้ ตาของกะทิร่ำเรียนจากเมืองนอกเมืองนา เป็นนักกฎหมายมือหนึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วบ้านทั่วเมือง ทำเงินเป็นถุงเป็นถุงช่วยเหลือคนมามาก ส่วนนี้แสดงให้เห็นถึงตาของกะทิเป็นคนเก่งด้านกฎหมาย มีน้ำใจและความเที่ยงธรรม ชาวบ้านส่วนใหญ่เคารพตา
ส่วนแม่ของกะทิ ณภัทร พจนวิทย์ เป็นตัวแทนของหญิงสาวสมัยใหม่ที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติและทรัพย์สมบัติ เรียนจบเนติบัณฑิตจากเมืองไทยและไปเรียนต่อต่างประเทศ กลับมาเป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งในเมืองไทย ด้วยพื้นนิสัยที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ประจวบกับพ่อแม่เคารพในความคิดและการตัดสินใจของลูก แม่ของกะทิจึงได้แต่งงานกับชายหนุ่มชาวมัณฑะเลย์ที่ไปเติบโตที่อังกฤษตามความต้องการของเธอ และท้ายที่สุดเมื่อแม่หิ้วกระเป๋าเดินทางพร้อมกับกะทิที่อยู่ในท้องกลับมาเมืองไทยเพียงลำพัง จึงไม่มีใครรบเร้าถามถึงเหตุผล
สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นคือแม่ของกะทิเป็นแม่ที่รักลูกมาก การจากกันโดยไม่ได้ล่ำลาเพราะไม่อยากทำร้ายลูกเนื่องจากความป่วยไข้ของตัวเอง แม้จะเป็นความรู้สึกปวดร้าว แต่เธอก็ต้องยอม และโลกก็ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไปนักเพราะแม่ของกะทิอดทนมีลมหายใจอยู่รอจนได้พบกะทิและแม่ลูกก็ได้ใช้เวลาทุกนาทีอยู่ด้วยกันจวบจนวาระสุดท้าย ความรักของแม่ทำให้กะทิมีพลังกายและพลังใจที่เข้มแข็งแม้จะไม่มีทั้งพ่อและแม่ แต่กะทิก็สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไม่ยากลำบากนัก

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความสุขคืออะไร

ความสุข คืออะไร ความสุข เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา และพากันแสวงหา ด้วยวิธีการต่างๆ ตามแต่ระดับของสติและปัญญา ที่จะอำนวยให้ได้ แต่ถ้าระดับของสติและปัญญา อ่อนลงมากเท่าไร การแสวงหาความสุขนั้นๆ ก็ย่อมจะพาเอา ความทุกข์ พ่วงเข้ามาด้วยมากเข้าเท่านั้น
ความสุขทั้งทางกายและทางใจ ย่อมมีส่วนสัมพันธ์กัน ไม่อาจจะแยกให้ขาดจากกันได้ เพราะต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน จะขาดเสียอย่างใดอย่างหนึ่งหาได้ไม่

วิเคราะห์เรื่องสั้น

เรื่องสั้นความสุขของกะทินี้ได้เล่าเรื่องราวของกะทิเด็กหญิงวัย 9 ขวบคนหนึ่งที่กำลังจะสูญเสียแม่ไป เรื่องที่เสียแม่เป็นประสบการณ์สูญเสียสำคัญที่สุดสำหรับกะทิ ความสุขของกะทิได้จากผู้คนที่รักใคร่เมตตาโดยเฉพาะตายายจะดูแลเอาใจใส่ กะทิอยู่กับตายายที่บ้านริมคลองที่เต็มไปด้วยเงียบสงบ อย่างไรก็ดี กะทิยังคิดถึงแม่อยู่เสมอ เพราะเธอรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไปจากชีวิต ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ “แม่” แต่กะทิไม่อยากถามตายายเพื่อไม่อยากให้ตายายลำบากใจ ความสุขของกะทิเป็นนิยายสำหรับทุกคน เพียงแต่มีตัวละครเอกเป็นเด็กเท่านั้นสื่อแนวคิดซึ่งเป็นที่เข้าใจได้สำหรับคนอ่านหลากหลาย
ชีวิตของกะทิเหมือนผิวน้าทะเลสาบ เมื่อมีลมพัดมาเป็นระยะๆ ผิวน้าทะเลสาบจะเกิดคลื่น เมื่อลมหยุด ผิวน้าก็จะกลับมาเหมือนเดิม ซึ่งอยู่เป็นนิ่งๆ ชีวิตที่บ้านริมคลองเป็นชีวิตที่เงียบสงบ เรียบง่าย สบายและสนุกสนาน ผมคิดเป็นผิวน้าทะเลสาบที่อยู่นิ่งๆ ลมที่พัดมาก็ถือเป็นเรื่องที่พบกับแม่และเสียแม่ เมื่อกะทิตัดสินใจกลับบ้านริมคลอง ทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โครงเรื่องของความสุขของกะทิมีการเปิดเรื่องที่บ้านริมคลอง การปิดเรื่องก็อยู่ที่บ้านริมคลอง ส่วนการดำเนินเรื่องจะอยู่ที่บ้านชายทะเลและบ้านกลางเมือง ผมคิดว่าโครงเรื่องนี้เหมือนวงกลมวงหนึ่ง เรื่องราวเกิดที่ไหนก็จบที่นั่น
ตัวละครของเรื่องนี้มีกะทิ ตายาย แม่ น้าฎา พี่ทอง หลวงลุง น้ากันต์ ลุงตอง เป็นต้น ผู้เขียนมีกลวิธีการกล่าวถึงภูมิหลังของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นตา ยาย น้าฎา น้ากันต์ และลุงตอง ผ่านการบอกเล่าของตัวละคร อื่น ๆ เช่น กะทิรับรู้เรื่องราวของคนทั้งสามตามคำบอกเล่าของแม่ “...น้าฎามาฝึกงานในสำนักงานตั้งแต่เป็นนักศึกษา พอเรียนจบแม่ก็รับมาเป็นผู้ช่วย หนูชอบน้าฎาตั้งแต่พบหน้ากันครั้งแรก แม่ถึงแน่ใจว่าเลือกคนไม่ผิด..”.
กะทิเป็นเด็กที่มองโลกด้วยสายตาที่สดใสและงดงาม ถึงแม้จะต้องพบกับเหตุการณ์ที่สร้างความปวดร้าวให้เกิดขึ้นในดวงใจเล็ก ๆ ดวงนี้ แต่กะทิก็เลือกที่จะหยิบฉวยความสุขจากสิ่งรอบตัวมาหล่อเลี้ยงหัวใจเพื่อไม่ให้ชีวิตต้องหม่นเศร้าจนเกินไป เมื่อกะทิมีความทุกข์ กะทิก็รู้จักปลดปล่อยอารมณ์ทุกข์ออกมาอย่างเต็มที่ ไม่ทิ้งให้ความรู้สึกนั้นอ้อยอิ่งอยู่ในหัวใจนานนัก เช่นในตอนที่น้ากันต์เล่าให้กะทิฟังถึงโรคที่แม่เป็นอยู่และแม่จะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน
กะทิเป็นตัวละครเอกของเรื่อง กะทิเป็นเด็กน่ารักกิริยาดีและคิดเป็น กะทิยังเป็นเด็กที่มองโลกในแง่ดี ซึ่งอาจะเป็นเพราะมี “ความรัก” เป็นเกราะคุ้มกัน โลกของกะทิจึงเปี่ยมไปด้วยความสุขและงดงาม กะทิใช้ชีวิตที่เรียบง่าย รับประทานอาหารที่อร่อยได้โดยไม่ต้องใช้วัตถุดิบราคาแพงอย่างอาหารในภัตตาคาร เล่นของเล่นที่หาได้ง่ายตามละแวกนั้น โดยไม่จำเป็นต้องหาของเล่นสีสันสวยงามหรือตุ๊กตาแพงๆ จะเห็นได้ว่ากะทิพึงใจที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างนั้นตามอัตภาพของตน ซึ่งสามารถทำให้กะทิมีความสุขได้

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แข่งขันสุนทรพจน์ภาษาจีน


โรงเรียนชาญเวทย์ศึกษาจะส่งนักเรียนทั้งหมด๗คนไปร่วมการแข่งขันสุนทรพจน์ภาษาจีนที่สมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย การแข่งขันรั้งนี้จะจัดขึ้นในวันที่11-12 กันยายน 2553 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้เยาวชนชาวไทยสนใจวัฒนธรรมและภาษจีน ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีน เนื่องจากมีนักเรียนชาวจีนที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ นักเรียนเชียงใหม่ เชียงรายและจีนไต้หวันมีความรู้พื้นฐานของภาษาจีนมากกว่านักเรียนส่วนภูมิภาคอื่นๆในประเทศไทย คณะจัดการแข่งขันฯจึงแบ่งเป็นสองกลุ่มสี่ระดับ กลุ่ม ก คือการแข่งขันระหว่างนักเรียนชาวจีนและ นักเรียนเชียงใหม่ เชียงราย ส่วนกลุ่ม ข คือ นักเรียนชาวไทยส่วนภูมิภาคอื่นๆในประเทศไทย สี่ระดับนั้นคือ ระดับอุดมศึกษา ระดับมัธยมปลาย ระดับมัธยมต้น และระดับประถมศึกษา อันดับที่หนึ่งจะได้รับเรียญทองและเงินรางวัล5000บาท อันดับที่สองได้เรียญทองและเงินรางวัล4000บาท ส่วนอันดับที่สองได้เรียญทองและเงินรางวัล3000บาท นอกจากนี้ คณะจัดการแข่งขันฯยังจัดมีรางวัลปลอบใจและรางวัลชมเชย คุณครูที่ปรึกษาและนักเรียนที่ไม่ได้เข้ารอบชิงจะได้รับเกียรติบัตร คนละหนึ่งใบ อย่างไรก็ตาม ทางโรงเรียนส่งนักเรียนไปร่วมการแข่งขันฯเพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตา รู้จักเพื่อนคนใหม่และสัมผัสความสุขในการเรียนภาษาจีน

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไชโย สเปน


ฟุตบอลโลก 2010ได้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้รับทราบทีมสเปนเอาชัยชนะทีมเนเธอร์แลนด์และได้เป็นทีมแชมป์ใหม่ของฟุตบอลโลก ขอแสดงความยินดีด้วย ในฐานะที่เป็นแฟนทีมสเปน ผมติดตามทีมสเปนมาตั้งแต่นานแล้ว ไม่ว่าเป็นกองหน้า กองกลางหรือกองหลังของสเปน ทุกๆคนล้วนเล่นบอลได้เก่งมาก เมื่อชมเกมของสเปน ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะเกมของทีมสเปนน่าดูจริงๆ ผมมีความหวังว่า ทีมสเปนได้รับถ้วยบอลโลก 2014 ซึ่งฟุตบอลโลกครั้งต่อไปจะจัดที่ประเทศบราซิล ลาก่อน แอฟริกาใต้ ทีมสเปน ขอของคุณมากที่ส่งความสุขมาให้กับผมเป็นบ่อยครั้ง

ทฤษฎีความคาดหวัง

ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนภาษาจีนของโรงเรียนชาญเวทย์ศึกษา คือ
นักเรียนไม่ตั้งใจเรียนภาษาจีน เช่น เมื่อเรียนภาษาจีนนักเรียนไม่อยากอ่านตามครูชาวจีนและไปทำการบ้านของวิชาอื่นๆ นักเรียนส่วนหนึ่งไม่ติดหนังสือมาด้วย ครูชาวจีนสั่งการบ้านแล้ว นักเรียนไม่ส่งการบ้านหรือส่งไม่ตามเวลาที่กำหนดไว้ จึงทำให้ผลสัมฤธิ์ในการเรียนภาษาจีนไม่ดีเท่าที่ควร
เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเรียนภาษาจีนที่โรงเรียนชาญเวทย์ศึกษาให้ดีขึ้น ผมมีวิธีการมาแก้ไขปัยหานี้โดยยึดถือทฤษฎีความคาดหวัง
ทฤษฎีความคาดหวังมีคำความสำคัณที่เกี่ยวข้องอยู่๔คำ คือ ผลลัพธ์(Outcomes) ความคาดหวัง(Expectancy) เครื่องมือ(Instrumentally) คุณค่า(Valence)
ผลลัพธ์(Outcomes)ซึ่งมีในระดับแรกและระดับที่สอง ผมคิดว่าผลลัพธ์ระดับแรกในการเรียนภาษาจีนคือการเก็บคะแนน วิธีการเก็บคะแนนมี๒ชนิด คือ ๑.การสอบการอ่านภาษาจีน ครูจีนออกข้อสอบ ซึ่งเป็นคำศัพท์ภาษาจีนหรือประโยคภาษาจีน นักเรียนอ่านคำศัพท์ภาษาจีนถูกต้องและออกเสียงชัดเจน นักเรียนจะได้คะแนนสูงหรือคะแนนเต็ม ๒.ส่งการบ้านตามเวลาที่ครูจีนกำหนดไว้ผลลัพธ์ระดับที่สองคือได้รับรางวัล คะแนนโดยเฉลี่ยของนักเรียนสูง ครูจีนจะมอบรางวัลให้ นักเรียน การได้รับรางวัลและการได้รับการยกย่องจากอาจารย์จีนหรีอผูับริหารของโรงเรียน นักเรียนจะเกิดความรู้สึกว่าตนเองประสบความสำเร็จ
ความคาดหวัง(Expectancy)เป็นเชื่อมั่นว่าการทำงานที่ประสบความสำเร็จเป็นผลมาจากระดับการปฏิบัติ ความคาดหวังจึงขึ้นอยู่กับโอกาสของความน่าจะเป็น ซึ่งจะมีระยะห่างตั้งแต่0ถึง1 ครูจีนต้องให้กำลังใจและความช่วยเหลือแก่นักเรียนเพื่อให้มองเห็นว่าสัมผัสภาษาจีน ก็เป็นสัมผัสความสุขและสัมผัสความสำเร็จ และให้นักเรียนเกิดความรู้สึกว่าตั้งใจเรียนภาษาจีน ครูจีนจะให้คะแนนสูงแน่นอน ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั้น
เครื่องมือ(Instrumentally)เป็นความสำพันธ์ระหว่างการปฏิบัติงาน(ผลลัพธ์ระดับแรก)และรางวัล(ผลลัพธ์ระดับที่สอง)ครูจีนต้องให้นักเรียนเห็นว่าตั้ใจเรียนภาษาจีนและส่งการบ้านตามเวลาที่กำหนดไว้ ครูผู้สอนจะให้คะแนนสูงหรือคะแนนเต็ม นักเรียนจะได้รับการยกย่องจากอาจารย์จีน ถึงปรายเทอมแล้ว อาจารย์จีนจะมอบให้รางวัลที่มีคุณค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่รูปธรรม เช่น ของที่ระลึกแบบจีน เงินจีน หนังสือจีน เป็นต้น
คุณค่า(Valence)คือความชอบในผลลัพธ์หรือรางวัลที่ได้รับ หมายถึงความสำคัญที่บุคคลรับรู้ต่อผลตอบแทนหรือรางวัลที่ได้รับ โดยทั่วไปถ้าบุคคลรับรู้คุณค่าสูงต่อผลตอบแทน หรือรับรู้ว่าผลลัพท์มีความสำคัญสูงมากเท่าไรยิ่งทำให้มีแรงจูงใจสูงมากขึ้นด้วยและจะทุ่มเทความสามารถในการกระทำเพื่อให้ได้ผลลัพท์นั้น ครูจีนต้องเตือนนักเรียนว่า ตั้งใจเรียนภาษาจีนให้มาก นักเรียนจะได้คะแนสูงและรางวัล
หากจะใช้ทฤษฎีนี้ในการจูงใจการเรียนของนักเรียน จะต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขต่อไปนี้
· ต้องกำหนดเป้าหมายชัดเจน รวมทั้งการเรียนที่จำเป็นเพื่อการเก็บคะแนนนั้น
· ผลลัพธ์หรือรางวัลจะได้ต้องสอดคล้องกับระดับความสำเร็จในการเรียนเท่านั้น คือ ได้เก็บคะแนนมากจะได้ผลลัพธ์มาก
· ผลลัพธ์หรือรางวัลที่ให้ต้องเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อนักเรียน ครูต้องรู้จักนักเรียนแต่ละคนเป็นอย่างดี
· นักเรียนมีความเชื่อถือในข้อตกลงที่กำหนดกัน ครูต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับนักเรียน
คนเราเมื่อตอนอายุยังน้อย ถ้าไม่เรียนหนังสือให้มาก เมื่อเติบใหณ่ไปทำงาน จะมีความรู้สึกว่าความรู้ไม่พอใช้สมกับคำพูดที่ว่า “เมื่ออายุน้อยไม่หมั่นเพียร จะต้องเสียใจเมื่อยามแก” ในฐานะที่เป็นนักเรียน ต้องพยายามเรียนหนังสือ การเรียนภาษาจีนมีคูณค่าที่สุดก็คือได้ชำนาญภาษาจีน นักเรียนที่ชำนาญภาษาจีนจะใช้ได้ในตลอดชีวิต ความพยายามและความสามารถของเขาจะนำไปสู่ความสำเร็จในการทำงานทีวันข้างหน้า ถ้าหากว่านักเรียนไม่สนใจเรียนภาษาจีน ทฤษฎีนี้ไม่เหมาะจะใช้จูงใจนักเรียนเหล่านี้

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การอ่านบทเพลง"ดวงจันทร์แทนหัวใจฉัน"


เมื่อพิจารณาเนื้อหาบทเพลง"ดวงจันทร์แทนหัวใจฉัน" ผมพบการใช้คำว่า爱(รัก)มี10คำ คำว่า情(ความรัก)มี4คำ ในตัวบทประพันธ์นี้ มีการใช้คำกริยามากที่สุด ได้แก่问(ถาม) 爱 ( รัก) และ看(ดู) เป็นต้น การใช้คำกริยาแสดงให้เห็นถึง ความรักนั้นไม่เพียงแต่อยู่ในคำพูดเท่านั้น ยังแฝงอยู่ในการกระทำด้วย ผมเชื่อว่า ทุกคนในใบโลกนี้ล้วนกล่าวคำว่า รัก ออกมาได้ง่ายๆ แต่น่าจะมีบางคนไม่ได้รักด้วยความจริงใจ เพราะเหตุนี้เอง คนที่รักกันจึงต้องทำมากกว่าพูดและแสดงความรักด้วยการกระทำ พิสูจน์ความจริงใจด้วยการกระทำที่มีคุณค่า นอกจากนี้ ในตัวบทยังมีการใช้คำนาม เช่น 月亮(ดวงจันทร์)心(หัวใจ)情(ความรัก)คำวิเศษณ์มีคำว่า轻轻的(เบาๆ) คำสรรพนามมีคำว่าเ你(ธอ)我(ฉัน)
ในตอนแรกของบทเพลงนี้ ประโยคแรกคือคำถาม คำตอบของคนที่ตอบก็เป็นคำถามด้วย ตั้งแต่ประโยคที่๓จะเป็นคำตอบ ซึ่งพรรณาถึงความรักของคนที่ตอบคำถามเป็นอย่างไง ลักษณะเด่นคือมีคำถามก็มีคำตอบด้วย แสดงให้ถึงความรักของคนที่ตอบคำถามเต็มไปด้วยความจริงใจ เพราะว่าดวงจันทร์นั้นสามารถแทนหัวใจของฉันได้อย่างแน่แท้